วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Politik : แด่การเมืองไทยเขียนให้ตัวเอง ☺


ปฏิเสธมิได้และไม่อยากปฏิเสธว่า การเผาบ้านเมืองนั้นไม่ใช่ สิ่งที่ชอบธรรมในทางกลับกัน เป็นสิ่งที่ทำลายความชอบธรรม และความพยายามหลายอย่างที่ เคยยืนยันกันมาโดยตลอด ตามแนวทางสันติวิธี แต่ภายหลังการ"เผา" ในครั้งนี้ทำให้ชนชั้นกลางในก รุงเทพฯคล้อยตาม และถือเป็นการตอบโจทย์สิ่งที่รัฐบาลและศอฉ.เรียกว่าผู้ก่อการร้ายไปในตัว อย่างไรก็ตามแต่ขณะนี้คนกรุงเทพฯ กำลังเศร้าสร้อยกับการจาก ไปของห้างดังอย่าง เซนทรัลเวิร์ล และมอบ License to kill กับทหารกล้าเพื่อไล่ล่าผู้ก่อการ ร้ายได้อย่างเต็มที่ แต่กลับเอามือปิดหูปิดตาตัวเองว่ามียอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ ระหว่าง 14-22 พ.ค 2553 มากถึง 53 ราย บาดเจ็บรวม 415 ราย ยังไม่ได้นับรวมกับเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งถือเป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้พร้อมใช้กำลังจัดการ กับกลุ่มผู้ชุมนุม ผ่านการสร้างถ้อยคำใหม่ๆให้กับวงการการเมืองและสื่อสารมวลชนไทย ตั้งแต่ "การขอพื้นที่คืน" เรื่อยมาจนถึง "การกระชับวงล้อม" ซึ่งเราจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ โฆษกประจำสำนักนายกฯ หรือแม้กระทั่ง โฆษกของศอฉ.เอง พยายามเลี่ยงใช้คำว่า"การสลายการ ชุมนุม" ซึ่งถ้าพูดกันแบบลูกผู้ชายแล้วก ็คือการจัดการอย่างเด็ดขาดกับ ผู้ชุมนุมนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังผลิตซ้ำ(reproduction) พฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมว่าปราศจาก ความชอบธรรม ผ่านอำนาจในการควบคุมสื่อของศอฉ.ในการแพร่ภาพและนำเสนอข้อมูลข่าวสารแต่เพียงฝ่ายเดียวพร้อมกันนั้นยังพยายามหยิบยื่นคำว่า ผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มชายชุดดำ (คนละอันกับในโคนัน lol) และที่โด่งดังและประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคำว่า ผู้ก่อการร้ายนั่นเอง นอกจากนี้รัฐบาลนี้ยังไม่ลืมใช้ ท่าไม้ตายสำคัญที่สุดซึ่งก็ คือ การบอกเป็นนัยว่าการเคลื่อนไหว ของกลุ่มเสื้อแดงมีความต้อง การที่จะล้มล้างสถาบัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งของสังคมไทย แต่หากเราพิจารณากันให้ดีแล้ว การกระทำเช่นนิ้มิใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่เป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการ ที่จะ “โหนเจ้า “ โดยกล่าวหาว่าศัตรูของตนนั้น”ล้มเจ้า” แน่นอนที่สุดสิ่งต่างๆเหล่านี้มัน “จุดติด”และได้ผลทุกครั้งไป ดังจะเห็นได้จากในสมัยของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ประ เด็นนี้ต่อนาย ปรีดี พนมยงค์ ภายหลังจากเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8
ถึงเวลาที่เราควรตั้งคำถามกับสังคม ไทยว่า สังคมเราป่วยหรือเปล่า ? ที่ถามเช่นนี้ก็เพราะว่าคนในสังคมไทยยินยอมพร้อมใจให้คนไทยถูกฆ่าภาย ใต้การประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ หรือจะเรียกตามสมัยนิยมว่า เป็นวาทกรรม(discourse) ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ภายใต้คำว่า ผู้ก่อการร้าย และละเลยคำอย่างมนุษยธรรมไป นอกจากนี้สังคมเรายังเป็นสังคมที่เชื่ออะไรง่าย และพร้อมที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตรง ข้ามกับความคิดเห็นหรือระบบ คิดของตัวเอง อาทิการเชื่องมงายกับข้อมูลจากทั้ง Forward Mail ที่โจมตีฝ่ายที่ตนไม่ชอบ โดยมิได้มีหลักฐานมารองรับแต่อย่างใด แต่ที่น่าขบขันที่สุดคือ การทีสื่อไทยอย่าง The Nation ของคุณ สุทธิชัย หยุ่น ผู้มีคำพูดติดปากว่า “ครั๊บๆ คุณผู้ชมครั๊บ” ได้ส่งจดหมายร้องเรียนไปยัง CNN ว่ารายงานข่าวโดยให้น้ำหนักหรือเอนเอียงไปในแนวทางของผู้ชุมนุม และใช้อคติในการนำเสนอข่าวของรัฐบาล อภิสิทธิ์ซึ่งจุดนี้ผมว่า CNN มิได้ขาดความน่าเชื่อถือแต่อย่าง ใด เพราะการที่ CNN รายงานพร้อม “ภาพถ่ายวีดีโอ” ที่แสดงให้เห็นว่าทหารไทยกำลัง ใช้กระสุนจริงเพื่อจัดการกับ กลุ่มผู้ชุมนุม มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ใช้อคติในการนำเสนอแต่อย่างใดเพราะภาพถ่ายวีดีโอน่าจะบรรยายเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างดีที่สุดด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีเสียงหรือ“ผู้เล่าข่าว” แต่อย่างใด
แม้ว่ามวลชนเสื้อแดงจะเป็นฝ่าย เพลี่ยงพล้ำ รวมทั้งเกิดกระแสเกลียดชังคนเสื้อแดงมาจากกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯจากแต่เดิมที่เคยดูแคลนพลัง ศักยภาพของเสื้อแดงว่าเป็นผู้ไร้ การศึกษา และทำทุกอย่างเพื่อทักษิณ แต่สิ่งต่างๆได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือแกนนำในบางครั้งก็มิสามารถควบคุมสั่งการคนเหล่านี้ได้เพราะจิตสำนึกทางการเมือง (Political Consciousness) ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในความเป็นคนและประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นในระหว่างที่พวกเขาได้มารวมตัวกันแล้วนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือศอฉ.หรือแม้แต่กระทั่งชนชั้นกลางและคนเสื้อแดงเองก็ตามก็คงไม่คาดคิดว่าเสื้อแดงจะไป"ไกล"ได้ถึงขนาดนี้ ทั้งในแง่ที่ว่าจะสามารถชุมนุ มต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาล ชุดนี้และเรียกร้องให้มี การยุบสภา และในแง่ที่ว่าเกิดเหตุจลาจลไป ทุกย่อมหญ้าอย่างที่ได้เห็นกัน
สิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นเหล่า นี้หลายคนวิเคราะห์กันว่านี่ ยังไม่ใช่จุดจบของเสื้อแดง แต่เป็นเหมือนเพลง We’ve only just begun ของ Carpenters ซึ่งแน่นอนว่าแนวทางสันติวิธี ที่เสื้อแดงพยายามชูมาตลอดคง ถูกโยนลงถังขยะไปเป็นที่เรียบ ร้อยแล้วอย่างแน่นอน ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์คงจะยกระดับจาก"แดงทั้งแผ่นดิน" ไปสู่ "แรงทั้งแผ่นดิน"ในมิช้านี้ซึ่งมิได้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาให้เกิดในสังคมไทยแต่อย่างใด แต่สิ่งที่รัฐบาลและชนชั้นกลางพยายามทำต่อกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งเป็นการขีดเส้นความแตกต่างระหว่างชนชั้นและความเป็นคนให้เด่นชัดยิ่งขึ้นทุกวันๆ
ในสังคมที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งถูก ตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ถูกประเมินค่าว่าเป็นพวกไร้การ ศึกษาและไร้จิตสำนึกทางการเมือง ที่มาชุมนุมกันเพื่อผล ประโยชน์ส่วนตัว แต่ขณะที่กลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนหน้านี้ ทำการยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาลเพื่อชาติ ดังนั้นหากรัฐบาลอภิสิทธิ์มีความ ต้องการที่จะสร้างความสมานฉันท์ หรือบรรยากาศที่ดีใน สังคมไทย จำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีกับ “แดง”และ”เหลือง”อย่างเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ตามคำกล่าวอ้างของนายกรัฐมนตรี ที่ว่าจะต้องทำทุกทางเพื่อรักษา กฏหมายเอาไว้ ซึ่งเป็นคำพูดที่เขาใช้ก่อนการสั่ง”กระชับพื้นที่”ในวันที่ 10 เมษายน 2553 นั่นเอง และทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรี มือเปื้อนเลือดไปในท้ายที่ สุด ซึ่งในครั้งนั้นเขาเลือกที่จะ รักษากฎหมาย มากกว่ารักษาชีวิต ในครั้งนี้ก็ขอให้เขารักษากฏหมายและบังคับใช้กฏหมายอย่างไม่มีใครมี “อภิสิทธิ์” เหนือใครแม้นายกจะยังคงชื่อ “อภิสิทธิ์”ก็ ตาม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น