วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเป็นมหาอำนาจของญี่ปุ่นผ่านแมวสีฟ้าที่ชื่อว่า โดเรมอน



แม้ ว่าญี่ปุ่นจะมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในทวีปเอเชียแต่ก็ไม่ได้มีความ รู้สึกเป็นชาวเอเชียตลอดจนขาดความรู้สึกในการเป็นเจ้าของวัฒนธรรมร่วมกับ ประเทศในเอเชียอื่นๆ (sense of cultural belonging )[1] และเมื่อพิจารณาจากแนวคิดของ แซมมวล พี. ฮันติงตัน ที่ได้จำแนกอารยะธรรมของประเทศต่างๆไว้ในบทความชื่อ The Clash of Civilizations ซึ่งฮันติงตันได้แบ่งอารายธรรมในโลกไว้เป็น 8 แหล่งอารยธรรมดังต่อไปนี้ [2]


อารยธรรมตะวันตก (West)
อารยธรรมขงจื้อ (Confucian)
อารยธรรมญี่ปุ่น (Japanese)
อารยธรรมอิสลาม (Islamic)
อารยธรรมฮินดู (Hindu)
อารยธรรมสลาฟ-ออร์ธอดอกซ์ (Slavic-Orthodox)
อารยธรรมลาติน-อเมริกา (Latin-America)
อารยธรรมแอฟริกัน (African)

วัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นมีส่วนส่งเสริมในการเป็นมหาอำนาจของญี่ปุ่นเองด้วยประกา หนึ่ง ที่เห็นได้เด่นชัดคือความนิยมของในการ์ตูนโดราเอมอนซึ่งได้รับการยกย่องจาก นิตยสาร เราจะเห็นว่าอารยธรรมญี่ปุ่นนั้นถูกแยกออกจากอารยธรรมขงจื๊อ ( อารยธรรมจีน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อารยธรรมญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะที่โดดเด่นและไม่ได้กลืนกลายไปกับอารยธรรมจีนเสียทั้งหมด แม้จะรับเอาวัฒนธรรมของจีนบางประการเข้ามาไว้เป็นรากฐานของวัฒนธรรมของตน แต่คงกล่าวไม่ได้ว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นโดดเด่นกว่าวัฒนธรรมจีนหรือวัฒนธรรมของอินเดีย(อารยธรรมฮินดู)
ซึ่งในกรณีนี้ เราจะไม่มองเทียบไปถึงวัฒนธรรมที่เป็นกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน เช่น วัฒนธรรมตะวันตกหรือวัฒนธรรมอิสลามที่มีความแข็งแกร่งและยังคงลักษณะเฉพาะ ตัวทางวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้
แต่ วัฒนธรรมของญี่ปุ่นเองนั้นก็พอมีความโดดเด่นอยู่บ้างในยุคปัจจุบันที่เห็น ได้ชัดที่สุดคือ ความนิยมในการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งทั้งรูปแบบการ์ตูน (anime)[3] , アニメและหนังสือการ์ตูน (manga) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัด คือ ความนิยมในการ์ตูนโดราเอมอน ที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time (April 29, 2002) ให้ เป็นวีรชนแห่งเอเชีย (Asian Heroes)[4] และกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นเองก็ได้แต่งตั้งให้โดราเอมอนเป็นทูตสันถวไมตรี เพื่อการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น[5] ในปี 2008 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมด้านอาหาร ด้านแฟชั่น ด้านการทักทาย ก็ทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นโดดเด่นและแตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ
จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะชูวัฒนธรรมของตนเองให้โดดเด่นในเวทีโลก แต่ ความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมหรือความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นยังไม่สามารถที่ จะเข้าครอบงำวัฒนธรรมอื่นและขึ้นมาเป็นกระแสหลักในโลกปัจจุบันได้ โดยจะเป็นรองจากวัฒนธรรมอื่นๆอยู่บ้างซึ่งก็ไม่ได้ถูกกลืนกลายไปเสียทีเดียว

ดังนั้น จากบทความของ Deborah L. Haber ที่กล่าวถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นว่าไม่สามารถที่จะครอบวัฒนธรรมจีนหรืออินเดียได้นั้นเป็นเรื่องที่ สมเหตุสมผล เพราะทั้งสองประเทศนี้เป็นประเทศที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดย จีนเองนั้นนอกจากมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นแล้วยังมีประเด็นเรื่องเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับญี่ปุ่นอีกประการหนึ่งด้วย ซึ่งส่งผลให้จีนไม่ยอมรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีน ส่วน อินเดียเองมีวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานอันสำคัญและได้รับความนิยมในประเทศทั้ง หลายในภูมิภาคเอเชียและมีเรื่องของวรรณะซึ่งเป็นประเด็นที่ฝังรากและยังคง ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่าหากญี่ปุ่นไม่สามารถมีอิทธิพลในการครอบงำวัฒนธรรมจีนหรืออินเดียได้แล้ว ก็เป็นการยากที่เอาชนะวัฒนธรรมที่เป็นกระแสหลักดังเช่น วัฒนธรรมตะวันตกหรือวัฒนธรรมอิสลาม ที่มีความชัดเจนและมีเอกลักษณ์ในตัวเอง และจะส่งผลให้ยากต่อการก้าวขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมหลักในเวทีโลกได้


โดย ZEKKE

[1] Marie Soderburg and Ian Reader 2000 , Japanese Influences and Presences in Asia, Denmark; Curzon

[2] Samuel P. Huntington 1993, The Clash of Civilization, New York; Summer, Vol.72 Issue: 3, Start Page: 22-49

[3] Thai Wikipedia.“ การ์ตูนญี่ปุ่น”, http://th.wikipedia.org/wiki/การ์ตูนญี่ปุ่น. Retrieved On 12th September 2009.

[4] Pico Iyer, "The Cuddliest Hero in Asia", Time (April 29, 2002)

[5] Thai Wikipedia.“ โดราเอมอน”, http://th.wikipedia.org/wiki/การ์ตูนญี่ปุ่น. Retrieved On 13th September 2009

1 ความคิดเห็น: